Travel by myself at Seattle 1

posted on 28 Sep 2010 01:28 by thunnie  in ME

 

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะความไม่ได้ตั้งใจซักเท่าไหร่ อาจจะเพราะความไม่คิดมาก และกล้ามากขึ้นหลังจาก ที่ไปนิวเจอร์ซี่มาแล้ว บวกกับได้ข่าวเจย์กำลังจะจัดคอนเสิร์ตกับเพื่อนฮิพฮอพหลายๆคน และ Art of Movement ก็จะแสดงด้วย แค่นี้ก็ดึงดูดเราพอแล้วที่จะไปที่นี่ เมืองที่ห่างจาก Lemoyne, PA เกือบสามพันไมล์ นี่ถือเป็นการเที่ยวคนเดียวครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้

เราลังเลอยู่นานก่อนจะตัดสินใจกดจองตั๋วเครื่องบิน นั่งอยู่หน้าคอมนานมาก คิดแล้วคิดอีก ก่อนหน้านี้ตัดใจไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะก็เจอเจย์ที่นิวเจอร์ซี่มาแล้ว แต่ก็อย่างว่าถึงเราไม่ได้ไปนิวเจอร์ซี่เราก็คงจะไปหาเจย์ที่ซีแอตเทิ้ลแน่ๆ (แม้ว่าจะไกลขนาดนั้น) เราคิดว่าการที่เราไม่ได้ไปเที่ยววอชิงตันดีซีเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปซีแอตเทิ้ลด้วย การที่ไม่ได้ไปที่นั่นทั้งๆที่มันคือเหตุผลที่ทำให้เราเดินทางมาอเมริกามันทำให้เรารู้สึกเสียดายอยู่นิดๆ และเราก็คิดได้ว่า เฮ้ย ครั้งหนึ่งในชีวิตที่อเมริกาเลยนะเว่ย ทำไมเราจะไม่ลองทำอะไรให้สมกับได้มาที่นี่หน่อย ได้ใช้ชีวิตในแบบที่คงไม่สามารถทำที่เมืองไทยได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งล่ะที่ทำให้เราตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินไปซีแอตเทิ้ล บวกกับช่วงนั้นเรารู้สึกเหนื่อยกับการทำงานแล้ว และอยากออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เมืองที่เราอยู่มันค่อนข้างน่าเบื่อและมีกิจกรรมให้ทำน้อย การเดินทางก็ลำบาก นี่ก็เป็นข้อเสียของการมาอยู่ชานเมือง


ตอนนี้เรารู้สึกขอบคุณเจย์มากๆด้วยซ้ำ ที่ทำให้เราได้เจอกับประสบการณ์แปลกใหม่ในต่างแดน การที่เจย์กลับอเมริกาเป็นแรงผลักดันให้เราขอพ่อแม่และตั้งใจทำเรื่องมาอเมริกาให้ได้ เจย์เป็นเหตุผลสำคัญเลยรู้มั้ย แม้ว่าเราจะได้เจอเจย์เพียงแค่ 2 ครั้งระหว่างที่เราอยู่ที่อเมริกาก็ตาม การที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเดียวกันนี่รู้สึกดีจริงๆนะ และยิ่งได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองที่เจย์เกิดมา ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจเจย์มากขึ้น เมืองนี้เป็นเมืองที่ดีจริงๆ ผู้คนก็อัธยาศัยดี อากาศก็ดี แม้ว่าฝนจะตกแทบทุกวันก็เหอะ ปกติเราไม่ชอบการที่ฝนตกเลย แต่แปลกที่เรากลับชอบฝนของเมืองนี้นะ ทุกวันนี้เรายังจำกลิ่นของซีแอตเทิ้ลได้อยู่เลย มันเป็นกลิ่นอากาศเย็นๆ มีกลิ่นของทะเลด้วยหน่อยๆ หลังจากที่เราก้าวเท้าออกมาจากสนามบิน SEATAC และได้สูดอากาศแรกที่เมืองนี้ทำให้เรารู้ได้ว่า นี่แหละเมืองที่ทำให้เจย์เป็นเจย์...


May 29, 2010

ตื่นแต่เช้ามาเตรียมออกเดินทาง โทรเรียกแท๊กซี่ รออยู่นานมากจนเกือบ 6 โมง จนโทรไปอีกรอบขอรถใหม่ มันก็บอกว่าใช่ที่อยู่ Hillside ใช่มั้ย (ดันจำกูได้อีก) มันบอกว่าแท๊กซี่ใกล้จะถึงแล้ว เราก็รอต่อไป แล้วมันก็โทรมาอีกกี่รอบก็ไม่รู้สิ (ลืมแล้ว) แต่เหมือนว่าเราจะสื่อสารกับมันไม่เข้าใจ จนรอบสุดท้ายที่มันโทรมา มันโวยเราเฉยเลย ประมาณว่า นี่คุณ! อย่ามาเล่นตลกกับฉันนะ!! แล้วก็ด่าเราไปอะไรอีกไม่รู้ จับใจความได้แค่นั้นแหละ กะเหรี่ยงไทยอย่างเรา เฮ้อ! เราก็เลยโวยไปบ้างว่า ฉันต้องการแท๊กซี่จริงๆนะ ตอนนี้เลย! มันก็บอกว่า ก็อยู่หน้าบ้านแล้วไง ตกลงจะไปมั้ย! ถ้ายังไม่ออกมาจากบ้านอีก แท๊กซี่จะไปแล้วนะ(เว่ย)!! เราก็เอ๋อเลย อ่าว มาแล้วเหรอวะเนี่ย เราก็ขอโทษมันไป บอกจะออกแล้ว ขอโทษๆโอเคป่ะ (ก็กูฟังมึงไม่ทันนี่หว่า กูกะเหรี่ยงนะเว่ยย!) คนขับแท๊กซี่ก็เป็นคนดำอีกหน้าตาโคตรน่ากลัว ระทึกแต่เช้าเลย รู้สึกจะเจออะไรตื่นเต้นตั้งแต่ยังไม่ถึงสนามบิน เราจับกระเป๋าตังแน่นเลย และเตรียมพร้อมจะสู้ตลอดเว(ฮ่า) แท๊กซี่ก็ชวนคุย ถามว่ามาจากไหน ไปทำไมอะไรงี้ มันจำเราได้ด้วยอะว่าทำงานที่แมค เพราะบ้านมันอยู่อพาทเม้นต์ข้างล่าง เจอเราเดินไปแมคทุกวัน เราก็ อ่าว ซวยแล้วไง จะโดนไรมั้ยวะ ระแวงมากเลย แล้วระหว่างทางไปสนามบินโคตรน่ากลัวเหอะ มีแต่ป่า เป็นชานเมือง ทางโล่งๆ เช้าๆคนก็ยังน้อย กลัวชิบหาย มาหายใจได้ทั่วท้องหน่อยก็เมื่อตอนถึงสนามบิน แต่เรามีตังไม่พอ ที่เหลือก็แบงค์ใหญ่แล้ว เลยบอกมันว่าแค่นี้ได้มั้ย (เหมือนขาดไปประมาณดอลสองดอลมั้ง) มันก็บอกไม่เป็นไร ตอนนั้นรู้สึก โหหห ใจดีโคตร มองคนผิดไปแล้ว เราก็ขอบคุณเค้าใหญ่เลย แล้วเราก็รีบวิ่งเข้าไปเช็คอิน เข้าเกทไปแบบมึนๆและง่วงมาก ไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ขึ้นเครื่อง ได้นั่งติดหน้าต่างด้วย แถมหลังสุดอีกต่างหาก ที่จริงเป็น 5 เบาะติด แต่เหมือนคนนั่งข้างเราจะไม่มี เลยได้นั่งสบายหน่อย เพราะเครื่องบินลำนี้เล็กจริงๆ แคบมากอะ เบาะก็เก่ายังกะนั่งรถทัวร์เมืองไทยเลย แต่แอร์เค้าสวยจัง ฮ่าๆๆ



นั่งติดหน้าต่างนี่ดีเนอะ



มาเปลี่ยนเครื่องอีกทีก็ที่ Cleveland, OHAIO กว่าจะเดินถึงเกทนานมากกกกกก ไกลสุดๆ ประทับใจจริงๆ เป็นการเดินทางไปอีกเกทนึงที่ไกลมาก! ฮ่าๆๆ ต้องรีบวิ่งมากอะ กลัวไม่ทัน แต่มันไม่แปลกนะ คนที่นั่นวิ่งกันใหญ่เลย บนทางที่เลื่อนๆไปน่ะแหละ (ไกลขนาดนี้ใครไม่วิ่งก็บ้าแล้ว เดี๋ยวตกเครื่อง) พอมาถึงเกทก็ค่อยโล่งหน่อย คนเยอะมากเลย แต่ยังพอมีเวลาให้ไปเข้าห้องน้ำ ไฟล์ทนี้คนเยอะมาก เครื่องบินลำใหญ่ด้วย แต่แอร์แก่ๆทั้งนั้นเลย อาหารไฟล์ทนี้เป็น น้ำ+กล้วย+ขนมปัง+นม+คอนเฟล็ค เดินทางถึง 10.30 ถึงเร็วก่อนกำหนดหน่อยๆ แต่กว่าจะได้ลงจากเครื่องก็ 11 โมงแล้ว ในที่สุดก็ได้เริ่มผจญภัยในซีแอตเทิ้ลซะทีเรา...


เอากระเป๋าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางเข้าไป downtown เย้!!


เมื่อได้ก้าวเท้าออกจากสนามบินแล้ว เราก็เพิ่งรู้สึกได้จริงๆว่า นี่เราถึงซีแอตเทิ้ลแล้วนะ ไม่ได้ฝันด้วย! เราได้สูดอากาศซีแอตเทิ้ลแล้ว ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้อยู่เลยว่าเราดีใจแค่ไหน กลิ่นอากาศเย็นๆของซีแอตเทิ้ลพัดมาโดนหน้าของเรา มันเป็นกลิ่นของเมืองนี้ ตั้งแต่ไปที่ไหนมาไม่เคยรู้สึกขนาดนี้เลย ขนาดเมืองที่เราอยู่อากาศยังไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะขนาดนี้จริงๆ หรือเราจะคิดเว่อร์เกินไปเอง ฮ่าๆๆ และอย่างแรกที่เราคิดถึงเมื่อได้ออกมาสัมผัศอากาศของซีแอตเทิ้ล คือ เจย์...

หลายคนอาจจะว่าเราเพ้ออะไรได้ขนาดนี้ที่มาอเมริกาเพราะเจย์ ไหนจะไปนิวเจอร์ซี่ ไปซีแอตเทิ้ลเพราะเจย์ ปาร์ค หรือ พัคแจบอม เราก็ยอมรับนะว่าเราก็รักเจย์มากอย่างที่แฟนคลับคนหนึ่งจะรักได้ แต่เราไม่ได้แค่รักเจย์เฉยๆ เรายังลงมือทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเจย์เมื่อตอนเกิดเหตุการณ์นั้น ทุกวันนี้อะไรที่ทำได้เพื่อสนับสนุนเจย์เราก็ยังทำอยู่ เพื่อให้คนๆนึงได้มีความสุขกับชีวิตและได้ทำสิ่งที่อยากทำ การที่เราชอบเจย์ออกจะเป็นผลดีกับตัวเราด้วยซ้ำ เราได้มาอเมริกา ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ ได้ออกเดินทาง ได้เที่ยวคนเดียว ได้พูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ได้ฝึกฝนตัวเอง ได้ประสบการณ์อีกหลายๆอย่างที่ไม่สามารถหาได้เหมือนตอนอยู่เมืองไทย เจย์เป็นแรงผลักดันเป็นกำลังให้เราได้ขับเคลื่อนและใช้ชีวิต... การใช้ชีวิตน่ะมันดีจะตาย ไม่คิดอย่างงั้นเหรอ? อย่าปล่อยให้ชีวิตมาใช้เราเลย ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ :)


ระหว่างทางไปขึ้น Link Light Rail


...มาต่อเอนทรี่หน้าดีกว่าเนอะ  
to be cont...

 

Related Link
  • Travel by myself at Seattle Part 2, 3
  • รูปที่พักที่ Seattle - American Hostel
  • รูป Pike Place Market
  • fancam - Jay Park & AOM at Showbox